วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สธ. จัดงาน วันไข้เลือดออกอาเซียน เตือน ประชาชนให้ป้องกันตนเอง

           สธ. จัดงาน วันไข้เลือดออกอาเซียน เตือน ประชาชนให้ป้องกันตนเอง หลังพบโรคไข้เลือดออกคร่าชีวิตคนไทยแล้วกว่า 50 ราย
           สธ.จัดงาน "วันไข้เลือดออกอาเซียน" หวังกระตุ้นเตือนประชาคมอาเซียน และตอกย้ำให้คนไทยตระหนักและมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเอง หลังพบไข้เลือดออกคร่าชีวิตคนไทยแล้วกว่า 50 ราย ย้ำ!!ไข้เลือดออกเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถป้องกันและรักษาได้ โดยยึดหัวใจสำคัญ 2 ข้อ ข้อ 1 กำจัดยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคด้วยการปฏิบัติตามยุทธการ 5 ป. 1 ข. เก็บให้เกลี้ยงไม่เลี้ยงยุงลาย และข้อ 2 หากพบอาการที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกต้องพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาทันที
          นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการจัดงาน "วันไข้เลือดออกอาเซียน" : "ASEAN Dengue Day" ว่างานวันไข้เลือดออกอาเซียนครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนประชาคมอาเซียนและตอกย้ำคนไทยให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออก เพราะถือว่าปัญหาของโรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาในระดับภูมิภาค ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น บางประเทศในกลุ่มอาเซียนก็มีปัญหาโรคไข้เลือดออกเช่นกัน เนื่องจากอยู่ในภูมิภาคที่ร้อนชื้นเหมาะต่อการขยายพันธุ์ของยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออก และขณะนี้ก็เข้าสู่ฤดูกาลแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกแล้ว ประกอบกับมีการพยากรณ์เอาไว้ว่า ปี 2556 นี้จะมีการระบาดใหญ่ของโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะมากกว่าปีที่ผ่านมากว่า 3 เท่าตัว หากประชาชนไม่ตระหนักในการป้องกันตนเองและร่วมมือกันป้องกันควบคุมโรคกันอย่างจริงจัง คาดว่าจะมีผู้ป่วยประมาณ 100,000 – 150,000 ราย และอาจมีผู้ป่วยเสียชีวิตสูงถึง 140 ราย
         "วันไข้เลือดออกอาเซียน" (ASEAN Dengue Day) ได้เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หรือ ปี ค.ศ. 2011 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นไปตามมติของที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว สิงคโปร์ และบรูไน ที่ได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ 15 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันไข้เลือดออกอาเซียน" (ASEAN Dengue Day) โดยแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพใหญ่ สำหรับประเทศไทยปีนี้ได้จัดงานวันไข้เลือดออกอาเซียนภายใต้คำขวัญ "อาเซียนร่วมใจปลอดภัยไข้เลือดออก" (ASEAN Unity for Dengue-Free Community)
         ด้านนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า ปีนี้จากการรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในต่างประเทศเฉพาะในฝั่ง สำนักงานในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกขององค์การอนามัยโลก (WPRO) ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 56 พบว่าประเทศที่มีการรายงานผู้ป่วยมากที่สุดคือ ฟิลิปปินส์ 35,234 ราย ตาย 157 ราย รองลงมา คือ เวียดนาม 13,903 ราย ตาย 10 ราย มาเลเซีย 9,329 ราย ตาย 17 ราย ลาว 3,638 ราย ตาย 15 ราย และ กัมพูชา 2,538 ราย ตาย 15 ราย
         สำหรับประเทศไทยข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจสถานการณ์โรคไข้เลือดออก เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2556 โดยสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงพบผู้ป่วยจำนวน 43,609 ราย ตาย 50 ราย เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่สถานการณ์ไข้เลือดออกที่ตอนนี้กำลังแพร่ระบาดหนัก เห็นได้จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (NEA) ระบุในถ้อยแถลงในวันที่ 11 มิ.ย. ว่าปีนี้มีชาวสิงคโปร์เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกแล้ว 2 รายและพบผู้ป่วยกว่า 9,300 ราย เมื่อเปรียบเทียบอัตราตายจากโรคไข้เลือดออกระหว่างประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย พบว่าถึงแม้สิงคโปร์จะมีจำนวนผู้ป่วยค่อนข้างมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่อัตราตายพบเพียงร้อยละ 2 คน ต่อ 10,000 คนเท่านั้น ส่วนประเทศไทยอัตราตายพบสูงถึงร้อยละ11 คน ต่อ 10,000 คน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ พบว่า ผู้ป่วยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นไข้เลือดออก มาพบแพทย์เมื่อมีอาการหนักมากแล้ว ทำให้การรักษาล่าช้าและไม่ทันเวลา
        จึงขอเน้นย้ำว่าไข้เลือดออกเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถป้องกันและรักษาได้ ขอแค่ประชาชนตระหนักในการป้องกันตนเอง โดยยึดหัวใจสำคัญ 2 ข้อ หัวใจข้อที่ 1 คือการกำจัดยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกด้วยการปฏิบัติตามยุทธการ "5 ป. 1 ข. เก็บให้เกลี้ยงไม่เลี้ยงยุงลาย" ได้แก่ 1. ป. ปิด ปิดภาชนะขังน้ำให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่ 2. ป.เปลี่ยน เปลี่ยนน้ำในแจกัน ถังเก็บน้ำ ทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุง 3. ป.ปล่อย ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะใส่น้ำถาวร เช่น ปลาหางนกยูง ปลากัด ปลากระดี่ 4. ป.ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ปลอดโปร่ง โล่ง สะอาด ลมพัดผ่าน ไม่เป็นที่เกาะพักของยุงลาย 5. ป.ปฏิบัติเป็นประจำจนเป็นนิสัย และ 1ข. คือ ขัดล้างไข่ยุงลาย
        "ส่วนหัวใจข้อที่ 2 คือ หากมีอาการต้องสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เช่น มีอาการไข้สูงลอยร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจุดเลือดที่ผิวหนัง กดเจ็บชายโครงด้านขวา มักไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นไข้เลือดออกต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและหากเป็นไข้เลือดออกแล้ว ช่วงที่ไข้ลดลงในวันที่ 3-4 แต่ผู้ป่วยซึมลง กินดื่มไม่ได้ ให้รีบกลับมาหาแพทย์ เพื่อรักษาให้ทันท่วงที อย่านิ่งนอนใจจนไปพบแพทย์ช้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการหนัก รักษายากและอาจเสียชีวิตได้ และหากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์กระทรวงสาธารณสุข 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร. 02 590 3333" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวทิ้งท้าย

                                                      -------------------------------------------

ฤดีภรณ์ ศรีใส สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทอง – รายงาน

26 ส.ค.56

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนปี 57 เน้นกิจกรรมการตลาด

       ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ ดันให้หลักทรัพย์อาเซียนเป็นที่ยอมรับในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เตรียมจัดกิจกรรมผ่านกิจกรรมการตลาดต่างๆ ในปี 2557 ให้กับผู้ลงทุนทั้งใน และนอกภูมิภาค      
       ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน เปิดเผยหลังผลการประชุมร่วมระหว่างผู้บริหารระดับสูงครั้งที่ 19 ที่ฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ว่า ได้กำหนดความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันให้หลักทรัพย์อาเซียนเป็นที่ยอมรับในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างโอกาสการลงทุนในอาเซียนผ่านกิจกรรมการตลาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2557 ให้แก่ผู้ลงทุนทั้งใน และนอกภูมิภาค      
       นายฮานส์ บี ซีแคท กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ กล่าวว่าความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนยังคงเดินหน้าไปอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้ร่วมกันส่งเสริมตลาดหลักทรัพย์อาเซียนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนาเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน และการส่งเสริมหลักทรัพย์ ASEAN Stars เป็นต้น นอกจากนี้ การจัดงานโรดโชว์ Invest ASEAN ที่ผ่านมายังได้สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ลงทุน ตลอดจนหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ของภูมิภาคนี้”      
       “การโปรโมต ASEAN Stars จะต้องดำเนินไปอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เพื่อให้การเชื่อมโยงที่ไร้พรมแดนของตลาดทุนอาเซียนเติบโตขึ้น ผู้ลงทุนจะต้องรอบรู้ในข้อมูลบริษัทจดทะเบียน และคุ้นเคยกับการซื้อขายหลักทรัพย์อาเซียนเหมือนดังเช่นการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นประเทศของตัวเอง ดังนั้น ในปี 2557 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน จะเน้นการจัดกิจกรรมการตลาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ลงทุนเห็นถึงความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อาเซียนทั้ง 7 แห่งนายซีแคท กล่าว      
       สำหรับการติดตามข้อมูลการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อาเซียน สามารถดำเนินการผ่านทางเว็บไซต์ www.aseanexchanges.org โดยภายในเว็บไซต์ยังได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์ ASEAN Stars ประกอบด้วย หุ้นขนาดใหญ่ 180 ตัว ที่คัดเลือกจากหุ้นขนาดใหญ่ 30 หุ้นของประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่มีความน่าสนใจในการลงทุนโดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และสภาพคล่อง นอกจากนี้ ภายในเว็บไซต์ยังได้รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสถิติ และผลการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 7 แห่ง และภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ขณะเดียวกัน ในเว็บไซต์ยังได้รวบรวมบทวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนของบริษัทหลักทรัพย์ และรายงานข้อมูลเชิงลึกของดัชนี FTSE/ASEAN อีกด้วย     
        ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนทั้ง 7 แห่ง มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมกันประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 3,600 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกที่มีพลวัตสูง ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ การเงินและการธนาคาร พลังงาน โทรคมนาคม สินค้าโภคภัณฑ์ ยานยนต์ ภาคการผลิตและอื่นๆ
      
       อนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ประกอบด้วย ตลาดหลักทรัพย์ 7 แห่ง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ฮานอย และโฮจิมินห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตของตลาดทุนอาเซียน ด้วยการส่งเสริมธุรกรรมข้ามตลาด พัฒนาช่องทางการเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์อาเซียนให้สะดวก และง่ายขึ้น ออกผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงหลักทรัพย์อาเซียน และมีเป้าหมายร่วมกันที่จะส่งเสริมการเพิ่มสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์สมาชิก
                                                     --------------------------
ข้อมูลจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์  16 ส.ค.56

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เสนอ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการ รัฐ-เอกชน พัฒนาเมล็ดพันธุ์

         นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่ พืชสวน และอุตสาหกรรมในอาเซียนอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องพัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งการวิจัย การปรับปรุงพื้นที่ปลูก เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวเพื่อลดต้นทุน เพราะหากอนาคตประเทศไทยไม่พัฒนา อาจสูญเสียความเป็นผู้นำเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านชีวภาพมากกว่า
           พร้อมเสนอมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำภายใน 1 ปีคือ การตั้งคณะกรรมการจากภาครัฐ และเอกชนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ ปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีห้องปฏิบัติการทดสอบเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ปรับปรุงขั้นตอนการส่งออก และส่งเสริมการลงทุนเมล็ดพันธุ์ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมในไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณปีละ 38,100 ล้านบาท มีเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์กว่า 30,000 ราย ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 120,000-140,000 บาทต่อครอบครัวและต่อปี

                                                          -----------------------------------------

ข้อมูล จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 9 สิงหาคม 2556
ฤดีภรณ์ ศรีใส สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทอง – รายงาน

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไทยกับการพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียน

          ภายใต้เสาหลัก 3 เสา แห่งประชาคมอาเซียน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community– AEC) มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนและโดดเด่นกว่าการดำเนินงานอีกสองเสาหลัก อันได้แก่ ประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community– ASC) และประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน(ASEAN Socio-Cultural Community- ASCC) สาเหตุสำคัญนั่นคือ ประการแรก AEC ทำให้เศรษฐกิจอาเซียน มีมูลค่ารวมกัน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีขนาดใหญ่อันดับ 9 ของโลก ยังประโยชน์แก่คนไทยทุกคนที่จะได้ยืนอย่างสง่างาม ประการที่สอง การค้าระหว่างไทยกับประเทศอาเซียนจะคล่องตัวและขยายตัวมากขึ้น กำแพงภาษีจะลดลงจนเกือบจะหมดไป เนื่องจาก 10 ตลาดรวมเป็นตลาดเดียว ผู้ผลิตจะส่งสินค้าไปขายในตลาดนี้และขยับขยายธุรกิจของตนสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้น ราคาสินค้าจะถูกลง ประการที่สาม ตลาดอาเซียนจะกลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยสามารถส่งออกไปใน 9 ประเทศได้ราวกับส่งไปขายยังภูมิภาคภายในประเทศ ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถแข่งขันกับจีนและอินเดียในแง่ของการดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น ประการที่สี่ ความเป็นประชาคมจะทำให้มีการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารคมนาคมระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน และยังผลพลอยได้ในแง่การไปมาหาสู่กัน ซึ่งจะช่วยให้คนในอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กัน รู้จักกัน และสนิทแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เป็นผลดีต่อสันติสุข ความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันโดยรวม นับเป็นผลทางสร้างสรรค์ในหลายมิติด้วยกัน ประการที่ห้า ไทยตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางบนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่อาเซียน ประเทศไทยย่อมได้รับประโยชน์จากปริมาณการคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับจีน (และอินเดีย) มากยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ บริษัทด้านขนส่ง คลังสินค้า สถานีบริการน้ำมัน ฯลฯ จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน
          สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่กระชับมากขึ้นเพื่อการเป็น AEC (ASEAN Economic Community ) ทำให้เศรษฐกิจของอาเซียนมีความเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในด้านหนึ่งคือการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันสมาชิกอาเซียนก็จะต้องแข่งขันกันเองเพื่อดึงดูดการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ดังนั้น การบรรเทาความขัดแย้งใน 2 ส่วนนี้จะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทย ต้องแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศในอาเซียน การพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันจึงเป็นสิ่งสำคัญ จากการสำรวจของ International Management Development (IMD) ในปี 2547 พบว่าอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่อันดับที่ 29 จากทั้งหมด 60 ประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยยังอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า สิงคโปร์และมาเลเซีย โดย IMD เห็นว่าไทยควรพัฒนาด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ เช่น กฎหมายที่ส่งเสริมการแข่งขัน การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น อัตราการเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา และอัตราส่วนครูต่อนักเรียน นอกจากนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เห็นว่า การที่ไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในหลายๆ ด้าน เช่น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชีย (Tourism Capital of Asia) และศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ จะต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ซึ่งมีแผนดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นกันเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ดังนั้น ภายใต้กระแสการเปิดเสรีของโลกที่เข้มข้นและสภาพทางธุรกิจที่แข่งขันรุนแรงในปัจจุบันนี้ ไทยควรพัฒนาขีดความสามารถทั้งด้านการค้า บริการและการลงทุน โดยส่งเสริมการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาทักษะและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะส่งเสริมการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สำหรับด้านการตลาด ควรพัฒนาให้แบรนด์ของไทยเป็นแบรนด์ของภูมิภาคและของโลก (Regional and Global Brands) ส่วนภาคเกษตรกรรมควรพัฒนาระบบการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ พัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ และพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากไทยต้องแข่งขันกับประเทศอาเซียนแล้ว ยังจะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย และจะต้องเตรียมพร้อมต่อการแข่งขันจากการเปิดเสรี FTA ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการจัดทำ FTA สองฝ่ายกับประเทศต่างๆ 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ อินเดีย บาร์เรน เปรู และกลุ่มเศรษฐกิจ BIMST-EC (บังคลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย ภูฎาน และเนปาล)

เรียบเรียง ประวีณา ธาดาพรหมแหล่งข้อมูล :องค์ความรู้ ประชาคมอาเซียน http://www.thai-aec.com/227#ixzz1wNF7IYe3ศูนย์วิจัยกสิกรไทย http://www.kasikornresearch.com/TH/K-EconAnalysis/Pages/Search.aspxposition Magazine http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=23505สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ http://thainews.prd.go.th/small_head/ASEAN2011/asean_news.php

9 สถานที่สำคัญไทยติด 25 อันดับสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในเอเซีย

           ทริปแอดไวเซอร์ เว็บไซต์ท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศรายชื่อสถานที่น่าสนใจดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัล Travellers’ Choice Attractions โดยได้รับการให้คะแนนสูงสุดจากนักเดินทางที่เข้ามาเขียนบทวิจารณ์และแสดงความคิดเห็นกว่าล้านรายการ โดยในปีนี้ มีสถานที่ๆ โดดเด่นมีเอกลักษณ์ สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ และสวนสนุก-สวนน้ำ จำนวน 1,263 แห่งทั่วโลก ได้รับรางวัลนี้
สถานที่ๆ ได้รับรางวัลอยู่ใน 39 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งในแอฟริกา เอเซีย ออสเตรเลีย แคริบเบียน อเมริกากลาง จีน ยุโรป อินเดีย เม็กซิโก ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แปซิฟิคใต้ และสหรัฐอเมริกา รางวัล Travellers’ Choice Attractions นี้มีเกณฑ์มาจากคุณภาพและจำนวนบทวิจารณ์ตลอดจนความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อสถานที่ต่างๆ ของแต่ละประเภท บนเว็บไซต์ทริป แอดไวเซอร์
สำหรับในกรุงเทพฯ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร (วัดอรุณ) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดอันดับ 8 10 11 12 และ 21 ตามลำดับ ในประเภทของสถานที่ๆ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับอันดับ 10 ของประเภทสุดยอดพิพิธภัณฑ์ในเอเซีย ในขณะที่ สวนลุมพินี ติดอันดับที่ 20 ในประเภทสุดยอดสวนสาธารณะในเอเชีย นอกจากนี้ ซาฟารีเวิลด์ ในกรุงเทพฯ และสวนน้ำแบล็ค เมาเท่น ที่หัวหิน ติดอันดับ 17 และ 20 ตามลำดับ ในประเภทของสุดยอดสวนสนุกและสวนน้ำในเอเซีย
มิสบาบารา เมสซิง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ทริปแอดไวเซอร์ กล่าวว่า “การกระตุ้นให้นักเดินทางออกมาท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ทริปแอดไวเซอร์ ได้ประกาศรายชื่อสุดยอดสถานที่น่าสนใจทั่วโลก ที่ได้รับการโหวตมาจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์กว่าล้านความคิดเห็นทั่วโลก สถานที่ๆ ได้รับรางวัลมากกว่า 1,200 แห่งนี้เป็นสถานที่ๆ น่าทึ่ง ที่มอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและความบันเทิงให้แก่นักเดินทางทุกวัย”

10 สุดยอดสถานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในประเทศไทย

1. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)2. พระบรมมหาราชวัง
3. วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร (วัดอรุณ)
4. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
5. วัดพระธาตุดอยสุเทพ
6. พิพิทธภัณฑ์บ้านไทยจิมทอมป์สัน
7. วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร(วัดพระทองคำ)
8. พระใหญ่ภูเก็ต
9. วัดร่องขุน
10. (วัดสระเกศ)ภูเขาทอง

10 สุดยอดสวนสาธารณะในเอเชีย

1. สวนพฤกษชาติสิงคโปร์ สิงคโปร์
2. สวนหนานเหลียน ฮ่องกง
3. สวนที่ระลึกแห่งฮิโรชิมา ฮิโรชิมา ญี่ปุ่น
4. ฮ่องกงปาร์ค ฮ่องกง
5. สวนนาระ เมืองนาระ ประเทศญี่ปุ่น
6. สวนเป่ยไห่ (เป่ยไห่กงหยวน) ปักกิ่ง จีน
7. ถนนเลียบแม่น้ำ (Bingjiang Da Dao) เซี่ยงไฮ้ จีน
8. สวนหินจันดิการ์ จันดิการ์ อินเดีย
9. สวนจิงซาน (จิงซาน กุ้ยหยวน) ปักกิ่ง จีน
10. เปอร์โซฮาวา, อิสลามาบัด ปากีสถาน

10 สุดยอดพิพิธภัณฑ์ในเอเชีย

1. พิพิธภัณฑ์สุสานจิ๋นซี เมืองซีอาน จีน
2. พระราชวังต้องห้าม ปักกิ่ง จีน
3. พิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, กรุงพนมเปญ กัมพูชา
4. พิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมา ฮิโรชิมา ญี่ปุ่น
5. พิพิธภัณฑ์สงคราม เมืองโฮจิมินห์ เวียดนาม
6. พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาเวียดนาม ฮานอยเวียดนาม
7. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกง ฮ่องกง
8. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงไทเป ไต้หวัน
9. พิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้ จีน
10. พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด, จังหวัดกาญจบุรี ประเทศไทย

10 สุดยอดสถานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในเอเชีย

1. นครวัด เสียมเรียบ กัมพูชา
2. ทัชมาฮาล อัครา อินเดีย
3. ปราสาทบายน เสียมเรียบ กัมพูชา
4. กำแพงเมืองจีน ที่มูเทียนยู ปักกิ่ง จีน
5. เจดีย์ชเวดากอง ย่างกุ้ง พม่า
6. วิหารทองคำ-ฮิรมันดิรซาฮิบ อัมริตซาร์ อินเดีย
7. พระราชวังแอมเบอร์ ชัยปุระ อินเดีย
8. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กรุงเทพฯ ประเทศไทย
9. ป้อมเมห์รานการห์ โชธปุระ อินเดีย
10. พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ประเทศไทย


10 สุดยอดสวนสนุกและสวนน้ำในเอเชีย

1. สวนน้ำวอเตอร์บอม บาหลี เมืองคูตา อินโดนีเซีย
2. ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ, เกาะเซนโตซ่า สิงคโปร์
3. โอเชี่ยนปาร์ค ฮ่องกง
4. โตเกียว ดิสนีย์ซี อุระยะซึ ญี่ปุ่น
5. โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ อุระยะซึ ญี่ปุ่น
6. ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง
7. สกายไลน์ ลู๊จช์ เซนโตซ่า, เกาะเซนโตซ่า สิงคโปร์
8. สวนสนุกวอนเดอร์ล่า, บังกาลอร์ อินเดีย
9. ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน โอซาก้า ญี่ปุ่น
10. เซี่ยงไฮ้ เซอร์คัส เวิลด์ เซี่ยงไฮ้ จีน

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวไทยพำนักในญี่ปุ่น 15 วัน เริ่ม 1 ก.ค.56

          สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ ผ่านเว็บไซต์ http://www.th.emb-japan.go.jp/th/jis/2013/1321.htm เรื่องการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทย เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.2556 ระบุว่า ก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพำนักระยะสั้นในประเทศญี่ปุ่นนั้น ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.2556 และสามารถพำนักในประเทศญี่ปุ่นได้ 15 วัน แต่หากผู้ยื่นประสงค์จะพำนักในประเทศญี่ปุ่นเกิน 15 วัน หรือไปทำงาน หรือมีวัตถุประสงค์อื่นๆ จะต้องยื่นขอวีซ่าตามปกติ  โดยการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทยนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย
          สำหรับผู้ที่จะเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ จะต้องผ่านการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก่อนจึงจะสามารถเข้าประเทศได้เช่นเดียวกับผู้ที่ยื่นขอวีซ่ากับทางสถานเอกอัครราชทูต โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะสอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าประเทศ หรือขอตรวจเอกสารที่จำเป็น เช่น ตั๋วเครื่องบินขากลับ หรืออื่นๆ ทั้งนี้ ถ้ามีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายวีซ่า แผนกกงสุล สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น หมายเลขโทรศัพท์ 02-207-8503 หรือ 02-696-3003
          สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ แจ้งด้วยว่า ผู้ที่ประสงค์จะพำนักระยะสั้นในญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วัน ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ หรือธุรกิจ จะต้องยื่นเอกสารจำเป็นในขั้นตอนการตรวจเข้าเมือง เพื่อยืนยันการมีคุณสมบัติการเข้าประเทศญี่ปุ่นนั้น ดังนี้
          1. ตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศญี่ปุ่น                                                            
          2. สิ่งที่ยืนยันว่าท่านสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่พำนักในประเทศญี่ปุ่นได้ เช่น เงินสด บัตรเครดิต เป็นต้น                                                                        
          3. ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขติดต่อในระหว่างที่พำนักในประเทศญี่ปุ่น เช่น คนรู้จัก โรงแรม ฯลฯ 4.กำหนดการเดินทางระหว่างที่พำนักในประเทศญี่ปุ่น
          สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่เข้าประเทศญี่ปุ่นด้วยมาตรการยกเว้นวีซ่า คือ
1.        หนังสือเดินทางต้องมีอายุการใช้งานเหลืออยู่                                                       
2.       กิจกรรมใดๆที่จะกระทำในญี่ปุ่น จะต้องไม่เป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย และเข้าข่ายคุณสมบัติการพำนักระยะสั้น                                                                                               
3.       ในขั้นตอนการขอเข้าประเทศ จะต้องระบุระยะเวลาการพำนักไม่เกิน 15 วัน  และ
4.       เป็นผู้ที่ไม่มีประวัติการถูกส่งตัวกลับจากประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้อยู่ในระยะเวลาของการถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ และไม่เข้าข่ายคุณสมบัติที่จะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ


ที่มา : เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

8 อาชีพที่สามารถทำงานได้อย่างเสรีใน 10 ประเทศอาเซียน

ผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้ทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 8 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 8 อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่ อาชีพวิศวกร พยาบาล สถาปนิก การสำรวจ นักบัญชี ทันตแพทย์ แพทย์ และอาชีพการบริการ/การท่องเที่ยวและการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีในกลุ่ม 8 อาชีพนั้น มีผลดีต่อไทยไม่น้อย เพราะในภาพรวม สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาในไทย มีศักยภาพในด้านการผลิตบุคลากรในสายอาชีพทั้ง 8 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ผู้จบการศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 8 ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอก มีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้น

จากเดิมที่ตลาดมีแค่การให้บริการประชาชน 63 ล้านคน กลายเป็นตลาดของประชาชนร่วม 600 ล้านคนใน 10 ประเทศอาเซียน นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยอยู่ในทิศทางที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง และโดยภาพรวมคุณภาพของผู้จบวิชาชีพทั้ง 8 ในไทยก็สูงอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศอาเซียน ทำให้โอกาสในการหางานมีสูง
ในขณะที่คนไทยสามารถไปทำงานในประเทศอาเซียนได้อย่างเสรีนั้น สภาวิชาชีพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลมาตรฐานของอาชีพทั้ง 8 นั้น คงต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งรัดกุมเป็นอย่างมาก เพื่อรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ในไทยให้คงเดิม หรือยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกป้องกันมิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐานขององค์กรในการผลิตคน บางแห่งที่อาจใช้โอกาสนี้เพิ่มรายได้ในการเร่งผลิตคนในวิชาชีพเหล่านั้นจำนวนมาก เพื่อตอบสนองตลาดที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบทางลบโดยรวม อีกปัญหาที่อาจจะตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ บางวิชาชีพไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤต การขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ทันท่วงทีในเวลาอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ไทยจะมีปัญหาเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ในสายวิชาชีพทันตแพทย์อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็ต้องระวังดูแลเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพทั้ง 8 อาชีพในไทยด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะมีผู้มาจากประเทศอื่น ที่มาประกอบอาชีพในไทยมีปัญหาอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐาน ซึ่งถ้าดูแลไม่รอบคอบรัดกุม อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับสังคมไทยในทางลบ และอาจส่งผลต่อปัญหาการประกอบอาชีพของคนไทยเองแต่อย่างไรก็ตามในภาพรวม สังคมไทยกำลังก้าวสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลว่าอีกประมาณสิบปีข้างหน้า สัดส่วนคนในวัยทำงานจะต่ำกว่าประชากรผู้สูงอายุมาก นี่จะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือในกลุ่มอาชีพทั้ง 8 นั้น ผู้ที่จบจากสายวิชาชีพดังกล่าว จะประกันได้ว่าไม่น่าจะมีใครที่ตกงาน เพราะมีตลาดใหญ่มากรองรับทั้งในไทย และในประเทศอาเซียน


ข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 8 อาชีพในปี 2015 (พ.ศ. 2558) แม้จะเป็นโอกาสทองของคนไทยในสายวิชาชีพดังกล่าว แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในด้านการที่คนของเราไปทำงานบ้านเขา และการที่คนบ้านเขามาทำงานในบ้านเรา เพราะถ้าการระวังไม่รัดกุม โอกาสทองนั้นอาจพลิกเป็นวิกฤต และมีผลกระทบรุนแรงต่อบางสายวิชาชีพได้


จากศูนย์ข้อมูลอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์