วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

8 อาชีพที่สามารถทำงานได้อย่างเสรีใน 10 ประเทศอาเซียน

ผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้ทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 8 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 8 อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่ อาชีพวิศวกร พยาบาล สถาปนิก การสำรวจ นักบัญชี ทันตแพทย์ แพทย์ และอาชีพการบริการ/การท่องเที่ยวและการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีในกลุ่ม 8 อาชีพนั้น มีผลดีต่อไทยไม่น้อย เพราะในภาพรวม สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาในไทย มีศักยภาพในด้านการผลิตบุคลากรในสายอาชีพทั้ง 8 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ผู้จบการศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 8 ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอก มีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้น

จากเดิมที่ตลาดมีแค่การให้บริการประชาชน 63 ล้านคน กลายเป็นตลาดของประชาชนร่วม 600 ล้านคนใน 10 ประเทศอาเซียน นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยอยู่ในทิศทางที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง และโดยภาพรวมคุณภาพของผู้จบวิชาชีพทั้ง 8 ในไทยก็สูงอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศอาเซียน ทำให้โอกาสในการหางานมีสูง
ในขณะที่คนไทยสามารถไปทำงานในประเทศอาเซียนได้อย่างเสรีนั้น สภาวิชาชีพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลมาตรฐานของอาชีพทั้ง 8 นั้น คงต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งรัดกุมเป็นอย่างมาก เพื่อรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ในไทยให้คงเดิม หรือยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกป้องกันมิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐานขององค์กรในการผลิตคน บางแห่งที่อาจใช้โอกาสนี้เพิ่มรายได้ในการเร่งผลิตคนในวิชาชีพเหล่านั้นจำนวนมาก เพื่อตอบสนองตลาดที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบทางลบโดยรวม อีกปัญหาที่อาจจะตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ บางวิชาชีพไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤต การขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ทันท่วงทีในเวลาอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ไทยจะมีปัญหาเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ในสายวิชาชีพทันตแพทย์อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็ต้องระวังดูแลเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพทั้ง 8 อาชีพในไทยด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะมีผู้มาจากประเทศอื่น ที่มาประกอบอาชีพในไทยมีปัญหาอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐาน ซึ่งถ้าดูแลไม่รอบคอบรัดกุม อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับสังคมไทยในทางลบ และอาจส่งผลต่อปัญหาการประกอบอาชีพของคนไทยเองแต่อย่างไรก็ตามในภาพรวม สังคมไทยกำลังก้าวสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลว่าอีกประมาณสิบปีข้างหน้า สัดส่วนคนในวัยทำงานจะต่ำกว่าประชากรผู้สูงอายุมาก นี่จะทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือในกลุ่มอาชีพทั้ง 8 นั้น ผู้ที่จบจากสายวิชาชีพดังกล่าว จะประกันได้ว่าไม่น่าจะมีใครที่ตกงาน เพราะมีตลาดใหญ่มากรองรับทั้งในไทย และในประเทศอาเซียน


ข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 8 อาชีพในปี 2015 (พ.ศ. 2558) แม้จะเป็นโอกาสทองของคนไทยในสายวิชาชีพดังกล่าว แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในด้านการที่คนของเราไปทำงานบ้านเขา และการที่คนบ้านเขามาทำงานในบ้านเรา เพราะถ้าการระวังไม่รัดกุม โอกาสทองนั้นอาจพลิกเป็นวิกฤต และมีผลกระทบรุนแรงต่อบางสายวิชาชีพได้


จากศูนย์ข้อมูลอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์


“ข้อควรและไม่ควรปฏิบัติในประเทศฟิลิปปินส์”

· การใช้นามบัตรเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่มีข้อปฏิบัติพิเศษใดๆ เกี่ยวกับการมอบนามบัตร ซึ่งต้องระวังเรี่องนี้ในบางประเทศในเอเซีย
· เสื้อแขนยาวผูกไท ถือเป็นเครื่องแต่งกายที่เป็นที่ยอมรับสำหรับการประชุมทางธุรกิจ โดยเฉพาะการประชุมกับนักธุรกิจฟิลิปปินส์เชื้อสายจีน ชุดสูทเหมาะสำหรับการประชุมที่เป็นทางการกับระดับผู้บริหารหรืองานเลี้ยงอาหารค่ำ สำหรับเครื่องแต่งกายหญิงในการประชุมธุรกิจนั้น ให้ใช้ประเภท SMART CASUAL (กระโปรงกับเสื้อ หรือกางเกงกับเสื้อ) และประเภท western style business (กระโปรงชุด หรือชุดเสื้อกางเกงพร้อมสูท)
· ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในฟิลิปปินส์และเป็นภาษาที่ใช้ในธุรกิจ ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่อ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้
· ในการพบปะชาวฟิลิปปินส์ครั้งแรก ให้เรียกนามสกุลของผู้นั้น ต่อเมื่อคุ้นเคยกันแล้วจึงเรียกชื่อตัว เช่น Mr. Antonio Lopez เมื่อพบกันครั้งแรกต้องเรียกชี่อ Mr. Lopez ต่อเมื่อสนิทกันแล้วจึงเรียก “Antonio”


ที่มา..สุภา ตั้งกิตติคุณ,ข้อมูลประกอบการทำธุรกิจในอาเซียน

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังในการติดต่อธุรกิจใน สปป.ลาว


ข้อควรปฏิบัติ 1. การแต่งกาย ควรแต่งกายสุภาพ ภูมิฐาน และน่าเชื่อถือ ผู้ชายควรสวมเสื้อเชิ้ต ผูกเน็กไท และสวมสูทเมื่อเข้าร่วมประชุมหรือเจรจาทางธุรกิจ กรณีติดต่อกับหน่วยงานราชการ ผู้ชายอาจสวมเสื้อซาฟารีสีสุภาพ ส่วนผู้หญิงควรสวมกระโปรงทรงสุภาพ เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ราชการ2. การสนทนา ควรใช้คำพูดสุภาพเพื่อให้เกียรติแก่คู่สนทนา นอกจากนี้อาจทักทายเป็นภาษาลาว เช่น หากต้องการทักทายสวัสดีอาจพูดว่า “สบายดี” เป็นต้น3. ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร นักธุรกิจไทยมีความได้เปรียบนักลงทุนชาติอื่นในการสื่อสารกับชาวลาว เนื่องจากภาษาลาวและภาษาไทยคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะภาษาไทยอีสาน อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังคำบางคำที่ออกเสียงคล้ายกัน แต่มีความหมายต่างกัน เพราะอาจทำให้การสื่อสารไม่ตรงกันได้4. นักลงทุนไทยควรปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของชาวลาว โดยไม่พยายามไปปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติดั้งเดิม อาทิ ชาวลาวนิยมกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านมากกว่ารับประทานร่วมกันในที่ทำงาน5. นโยบายลงทุนของ สปป.ลาว ในระยะหลังเน้นทั้งการสร้างงานให้แก่แรงงานชาวลาว และการถ่ายทอดเทคโนโลยี หากโครงการลงทุนใดมีข้อเสนอในเชิงการสร้างงานควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปด้วย จะช่วยให้ได้รับการพิจารณาอนุมัติง่ายขึ้น6. นักลงทุนควรศึกษากฎระเบียบของ สปป.ลาว อย่างละเอียดรัดกุม เนื่องจากแต่ละหน่วยงานหรือแต่ละแขวง อาจจะมีการตีความกฎหมายแต่ละฉบับไม่เหมือนกัน อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน เช่น ตามกฎหมายต้องใช้อัตราภาษีนำเข้าภายใต้ Most Favored Nation Rate (MFN Rate) แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่มีการบังคับใช้ หรือกรณีที่กฎหมายระบุวันเริ่มบังคับใช้ในอีก 1 เดือนข้างหน้า แต่บางหน่วยงานอาจบังคับใช้ก่อน เป็นต้น

ข้อควรระวัง
1. หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบไทย กับ สปป.ลาว ในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง แต่ควรใช้ “บ้านใกล้เรือนเคียง” แทน2. การให้ของขวัญหรือของกำนัล ควรหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจสะกิจความรู้สึกไม่ดีทางประวัติศาสตร์3. ชาวลาวไม่ชอบให้ใครมาแบ่งชั้นความเป็นหัวหน้า-ลูกน้อง ดังนั้น ชาวไทยจึงควรให้ความเป็นกันเองกับแรงงานชาวลาว เช่น หากมีโอกาสควรร่วมรับประทานอาหารกับแรงงานชาวลาว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉันท์เพื่อนร่วมงาน.


(ข้อมูลจาก..ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

หาบเร่ แผงลอยขายอาหาร จะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว สำหรับกลุ่มผู้ค้า หาบเร่ แผงลอย ขายอาหาร ผู้ค้าหาบแร่ แผงลอยก็จะได้ประโยชน์จาก AEC เช่นกัน
ไทยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะดวกสบายในเรื่องอาหารการกิน ทุกตรอก ซอก มุม ซอย หัวถนน ท้ายถนน มีอาหารให้กินเยอะแยะ ร้านอาหารในรูปแบบของหาบเร่ แผงลอย ด้วยเมนูที่หลากหลาย รดชาดแสนอร่อย และ ที่สำคัญราคาถูก ทำให้อาหารข้างทาง หรือ หาบเร่แผงลอยได้รับความนิยม ทั้งจากกลุ่มลูกค้าในประเทศเอง และ นักท่องเที่ยว ขอเพียงรัฐให้การสนับสนุน จัดระเบียบ และ พัฒนาคุณภาพให้ดีและ มองว่า หาบเร่แผงลอย คือ สีสัน เป็นเสน่ห์ของเมือง ไม่ใช่ ปัญหา สร้างรูปแบบ หรือ อัตลักษณ์ให้พ่อค้า แม่ค้าที่ขายอาหารหาบเร่แผงลอย เป็นผู้ให้บริการแถวหน้า เป็นลอยยิ้มของเมือง ที่พร้อมจะสร้างสรรค์ของอร่อย และ มอบความสุข ความอิ่มอร่อยด้วยอาหารที่คัดสรรมาอย่างดี ด้วยไมตรีอย่างไทย อิ่มอร่อยในราคาสบายกระเป๋า
ความประทับใจของผู้มาเยือนจะเกิดขึ้นได้จากมากมายหลายเหตุผล การหาอาหารการกินได้ง่าย สะอาดปลอดภัย ก็เป็นความประทับใจอันดับต้น ๆ รัฐบาลต้องรับรองมาตรฐานอาหารการกินข้างทาง หรือหาบเร่แผงลอย ว่านักท่องเที่ยว หรือผู้เข้ามาทำงาน ทำการค้า ลงทุน สามารถไว้วางใจที่จะเลือกรับประทานอาหารจากหาบเร่แผงลอยได้ทุกจุด
หากรัฐบาลไม่ทำ กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยเองก็ต้องเป็นคนทำ อาจสร้างโลโก้อาหารอร่อย ปลอดภัยของตัวเองขึ้นมา เพื่อสร้างความมั่นใจ และ ไว้วางใจให้กับกลุ่มลูกค้า พ่อค้า แม่ค้า ที่ขายของหาบเร่แผงลอย ควรฝึกภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยคำง่าย ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าในกลุ่ม ประเทศอาเซียนของเรา ทำป้ายข้อความเชิญชวนยินดีต้อนรับ เตรียมป้ายราคา ป้ายบอกชื่ออาหารด้วยภาษาที่หลากหลายเอาไว้คอยอำนวยความสะดวกกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นหลังจากเปิด AEC ควรดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาดของภาชนะใส่อาหาร รวมถึงเครื่องแต่งกายสวมใส่ของผู้ประกอบอาหารให้ดูสะอาดสะอ้าน
AEC เปิดเมื่อไหร่ รับรองขายของดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ ๆ เลยครับ เพราะ ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว ประโยชน์อันดับต้น ๆ ของ AEC ก็คงหนี้ไม่พ้นเรื่องการท่องเที่ยว ที่สำคัญนักท่องเที่ยวทุกคนต้องรับประทานอาหารครับ และมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ติดใจรดชาดอาหารข้างทาง ข้างถนนของบ้านเรา เริ่มง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง ประโยชน์โดยตรงจาก AEC ก็จะเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องทวงถามจากภาครัฐว่า หาบเร่ แผงลอยขายอาหาร จะได้ประโยชน์อะไรจาก AEC?

ที่มา : AEC-Focus.com

10 อย่างสำคัญที่ SME ต้องทำ ก่อนบุกตลาด AEC

ถือเป็น AEC Road Map สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ 10 ข้อ สำหรับ 10 สิ่งอย่างสำคัญที่ SME ต้องทำก่อนบุกตลาด AEC เพื่อให้ สามารถประเมินตนเอง กำหนดแผนกลยุทธ์ในการปรับตัวเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ตลาด AEC ได้ และ นี่ คือสิ่งที่ต้องทำ หรือ เริ่มทำ
1. เลือกประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมายของตน อย่าเหวี่ยงแห ทำมั่วไปหมด2. ลองซื้อสินค้า หรือ บริการ ประเทศนั้นๆ ที่จะเป็นคู่แข่งของเราเมื่อเราเข้าไปบุกตลาดมาใช้ รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง/ใช้ประกอบกับสินค้าของเราด้วย3.ทำความเข้าใจกฎระเบียบและใบอนุญาตเข้าทำงาน ในประเทศนั้น ๆ4. ใช้ภาษาอังกฤษในองค์กรให้มากพอจนเพียงพอในการติดต่อธุรกิจ หรือ สื่อสาร5. หาบุคลากรที่สามารถเข้าใจภาษาประเทศนั้นๆ ได้ มาร่วมงาน6. ดูโทรทัศน์ TV หนังสือนิตยสารของประเทศเป้าหมายให้มาก ๆ7. เดินทางไปยังประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมายของธุรกิจ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล อย่างจริงจังได้แล้วตั้งแต่วันนี้8. ทำความคุ้นเคยสื่อในประเทศเป้าหมายที่กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงเอาไว้ให้ดี9. ใช้ Cyber Marketing ทำตลาดทางตรงถึงลูกค้าในประเทศนั้นโดยตรง10. เข้าทดลองทำตลาดพร้อมการปรับปรุงกลยุทธ์ให้เข้ากับสังคมวัฒนธรรมไปพร้อมๆกัน

ที่มา : AEC-FOCUS.com

สินค้าขายดีในอาเซียน

ดังที่ทราบกันดีว่า จุดมุ่งหมายหลักของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ประกอบด้วย นักธุรกิจทั้งในกิจการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จะมีตลาดค้าขายใหญ่ขึ้น จากเคยขายให้กับคนไทย65 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 590 ล้านคน ในขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากโอกาสในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่หลากหลายและมีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการได้รับความคุ้มครองการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคสินค้าบริการข้ามพรมแดน จากความร่วมมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบในอาเซียน

แน่นอนว่า สิ่งที่หลายคนอยากรู้คือ ปัจจุบันประเทศไทยส่งสินค้าไปขายในกลุ่มประเทศอาเซียนมากน้อยแค่ไหน สินค้าอะไรขายดีที่สุด? สินค้าไทยที่ขายดีในอาเซียน 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำมันสำเร็จรูป
2.รถยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ 3.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 4.น้ำตาลทราย 5.เคมีภัณฑ์
6.เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ 7.เม็ดพลาสติก 8. เหล็ก 9. แผงวงจรไฟฟ้า
10. ยางพารา ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มการขยายตัวดี ได้แก่ 1.เครื่องดื่ม 2.เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ 3.เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 4.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ส่วนมูลค่าการส่งออกปีหนึ่งเกือบ 2 ล้านล้านบาท
ที่มา : สยามธุรกิจ

นักศึกษารุ่นใหม่ควรเตรียมตัวอย่างไร ก่อนไทยเข้าสู่อาเซียน

การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน ชี้ว่าสังคมไทยในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องที่กระทบต่อวิถีชีวิตที่เคยดาเนินมาในอดีต นักศึกษาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ ปรับตัว และเตรียมการ (Adaptability and Preparation) ประเด็นที่นักศึกษารุ่นใหม่ควรต้องเตรียมตนเอง เพื่อทำให้มีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เช่น 
1. ควรมีความสนใจและตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการรวมตัวของประเทศต่าง ๆ สู่ประชาคมอาเซียน ทั้งในเชิงประโยชน์ที่ได้รับและข้อควรระวัง

2. การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน ทำให้สังคมยุคใหม่จะสะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น การเรียนรู้ของนักศึกษายุคใหม่จึงจำเป็นต้องปรับทั้งกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติที่จะต้องตระหนักถึงความเป็นชาติ และการดำรงอยู่ของรัฐบาลไทยเพิ่มมากขึ้น

3. ปรับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ การเรียนรู้ยุคใหม่ควรเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย อย่างคนรู้เท่าทันสถานการณ์

4. นักศึกษารุ่นใหม่จำเป็นต้องตระหนักถึงความเป็นชาติและความดำรงอยู่ของรัฐชาติ

5. พัฒนาความเป็นคนมีวินัย มุ่งเน้นความสามารถในการดารงชีวิตภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม

6. สร้างความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่น ควรพัฒนาตนเองให้แน่ใจว่า สามารถที่จะทางานกับผู้คนต่างวัฒนธรรมได้

7. เรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
8. สร้างโอกาสเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ให้สามารถสื่อสารได้

ฉะนั้น นักศึกษาใหม่ตั้งแต่ปี 2554 จึงต้องมีความตระหนักรู้ เข้าใจ และวางเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน เพื่อให้ตนเองมีความพร้อมต่อการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้


ที่มา : ดร.จิรวัฒน์ วีรังกร คณะอนุกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษานอกชั้นเรียน 
เครือข่ายสถาบัน อุดมศึกษา เขตภาคกลางเพื่อพัฒนาบัณฑิตอุดมคติ